2011/May/04

สวัสดีค่า ช่วงนี้มาอัพเร็วขึ้นเพราะกำลังพีคการ์ตูนเรื่องเซนต์เซย์ย่าขั้นหนัก ถ้าถามว่าหนักแค่ไหนก็คือหนักมากจนโดนยุให้เขียนคู่แรร์ของเรื่องค่ะ
 
เป็นเรื่องที่เล่นเอางงเลยว่าเราควรจะจั่วหัวเรื่องว่าแฟนฟิคภาคไหนดี สุดท้ายก็ลงเอยที่ว่าบวกมันทั้งสองภาคที่แหละ ก่อนอื่นขอว่าด้วยตัวละครหลักในเรื่องก่อนนะคะ
 
ว่าแต่พระเอกคนไหนดีล่ะ 555
งั้นขอเริ่มต้นที่ฝ่ายเคะก่อนละกัน
เราขอหลุดวงโคจรโกลด์เซนต์มาเป็นบนอรซ์เซนต์ละกันค่ะ
เซนต์แอนโดรเมด้า หนูชุนค่า
ต่อมาก็...พระเอกละกัน
เมื่อมีหนูชุนก็ขาดไม่ได้
อิคคินี่ซางงงงงงงงงงงง
คนต่อมาก็.....พระเอกเหมือนกันละมั้ง- -"
ตัวละครที่ถูกนำมารีเทิร์นให้ได้พบกับหนูชุน
คางาโฮะที่ร้ากกกกกกกกกกกกกกกกกก(ออกแนวลำเอียงมาก)
ขอย้ำว่าเราไม่ได้ลำเอียง(นิดเดียว)
 
สุดท้ายก็.....ดารารับเชิญละมั้ง
ฮาเดสในภาคลอสต์แคนวาส อาโรนค่ะ
ซ้ายผมทองขวาเวอร์ชั่นผมดำ บอกแล้วว่าเราไม่ได้ลำเอียง(นิดเดียว)555
เอาล่ะเข้าเรื่องดีกว่าเดี๋ยวยาว
 

Once Again…

Paring : Kagaho x Shun+Ikki x Shun

Rate : PG-13

Note : โปรดอย่าถามว่าเพราะอะไรทำไมและยังไงเพราะไรเตอร์โดนยุมา!

 

ตอนที่ 1

 

...คุณเชื่อในโชคชะตาบ้างไหม.....

...บางครั้งอาจมีคนถามคุณแบบนี้แล้วคุณล่ะตอบกลับไปว่าอย่างไร....

...โดยเฉพาะในเรื่องของการพบพานที่ไม่น่าเกิดขึ้นได้....

 

                ยามเช้าที่สว่างสดใสเซนต์แอนโดรเมด้านามชุนเงยหน้ามองมันจากหน้าต่างบ้านหลังหนึ่งในเมืองแล้วยิ้มออกมา หลังจบศึกแล้วทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของแต่ละคนอย่างมีอิสระเสรี บางคนเลือกที่จะอยู่แซงค์ทัวรี่ต่อไป บางคนกลับบ้านเกิดหรือบางคนก็ออกเดินทางไปดังเช่นพี่ชายของเขา


                ไม่ว่าจะร่วมศึกกันมาหลายศึกแล้วแต่ฟินิกส์อิคคิก็ยังคงเป็นบุรุษผู้รักสันโดษอยู่เช่นเดิม  ชายผู้ที่ออกเดินทางไปทั้งที่บาดแผลยังไม่หายดีและไม่แม้แต่จะกล่าวคำอำลากับน้องชายแท้ๆของตนเอง

 

                แน่นอนว่าชุนอดที่จะเศร้าไม่ได้แต่ก็ไม่ได้เศร้านานมากนักเพราะเขารู้ดีว่าพี่ชายของเขาไม่มีวันทิ้งเขาไปไหนไกลโดยเด็ดขาด ดังนั้นเขาจึงกลับมายังบ้านเกิดของพวกเขาและเฝ้ารอพี่ชายซึ่งนานๆก็จะกลับมาสักครั้งหนึ่ง

 

                มันเป็นช่วงเวลาแสนพิเศาที่สองพี่น้องจะได้อยู่ด้วยกัน แม้จะเป็นเพียงการอยู่ด้วยกันอย่างเงียบๆหรือการพูดของชุนอยู่ฝ่ายเดียวแต่อิคคิก็ยังรับฟังและยิ้มออกมาในบางครั้ง

 

                “วันนี้พี่อิคคิจะกลับมาแล้วสินะ”เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างอารมณ์ดีเพราะเมื่อวานมีการติดต่อจากพี่ว่าวันนี้จะกลับมา ชุนจึงตั้งหน้าตั้งตารออย่างมากเพราะคราวนี้อิคคิออกเดินทางไปถึง 2 เดือนโดยไม่มีการติดต่อใดๆกลับมามันทำให้เขารู้สึกดีใจอย่างมาก หลังกินข้าวเช้าเสร็จชุนจึงรีบคว้ากระเป๋าเงินแล้วตรงไปยังตลาดทันทีด้วยหัวใจเบิกบาน

 

                “ต้องเตรียมของที่พี่อิคคิชอบเยอะๆเลย”ระหว่างที่เลือกวัตถุดิบทำอาหารเด็กหนุ่มก็คิดเมนูไปด้วยและจนกระทั่งตะกร้าใส่อาหารสดเต็มแล้วชุนจึงเลิกซื้อและเตรียมตัวจะเดินกลับ แต่แล้วระหว่างที่เดินกลับดวงตาคู่งามกลับพบกับร้านหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ระหว่างทางกลับ

 

                “นี่ร้านอะไรกันน่ะทำไมตอนแรกเราถึงไม่เห็นกัน”ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยแต่เด็กหนุ่มก็ยังเลือกที่จะเดินเข้าไปและเพียงแค่ผลักประตูเปิดออกเขาก็รู้ทันทีว่านี่คือร้านอะไร

 

                “ร้านขายของเก่างั้นเหรอ แถวนี้มีรานแบบนี้ด้วยงั้นเหรอ”ทั้งที่เป็นแถวบ้านที่คุ้นชินและเป็นเส้นทางที่ผ่านไปมาเสมอแต่เด็กหนุ่มกลับจดจำร้านนี้ไมได้เลยแม้แต่นิดเดียว ในร้านเต็มไปด้วยสิ่งของมากมายจากหลายยุคสมัย มีตั้งแต่ถ้วยชามใบเล็กๆไปจนถึงตู้ไม้สลักหลังใหญ่

 

                “มีใครอยู่มั้ยครับ”ชุนร้องเรียกแต่ไม่มีเสียงใดตอบกลับมาซึ่งนั่นยิ่งทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกแปลกใจและเดินเข้าไปข้างในพร้อมกับเพิ่มความระมัดระวังมากกว่าเดิม

 

                ขณะที่เดินไปชุนยังคงส่งเสียงเรียกเป็นระยะและยังคงไร้เสียงตอบกลับมาเช่นเดิม มันเป็นเรื่องน่าแปลกสำหรับมนุษย์ทั้งที่ดูไม่น่าไว้ใจแต่ก็ยังอยากที่จะเดินเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นและชุนเองก้เป็นเช่นนั้น นอกจากนั้นชุนก็มั่นใจในฝีมือของตัวเองจึงไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว

 

                “ความรู้สึกนี้มัน...”ความรู้สึกที่ทั้งรู้จักและเหมือนกับไม่รู้จัก กลิ่นอายของพลังขุมหนึ่งที่ปะปนมาพร้อมกับกลิ่นของสีน้ำมัน มันไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากร้านขายของเก่าจะมีภาพสีน้ำมันในสมัยต่างๆมาขายบ้าง แต่มันกลับเป็นกลิ่นที่คุ้นเคยกับเขาเหลือเกินทั้งที่เขาก็ไม่เคยวาดรูปสีน้ำมันแท้ๆ

 

                สองเท้านำพาเจ้าของร่างเดินเข้าไปเรื่อยๆราวกับต้องมนต์สะกดและแล้วมันก็มาหยุดอยู่หน้ารูปหนึ่งซึ่งมีผ้าสีขาวปกคลุมอยู่ อย่างช้าๆมือข้างที่ว่างอยู่ค่อยๆยกขึ้นดึงผ้าออกอย่างช้าๆ พลันนั้นภาพที่ปรากฏออกมาเบื้องหลังผืนผ้าสีขาวก็ทำให้ดวงตาคู่งามเบิกกว้างขึ้น

 

                ภาพนั้นเป็นภาพเหมือนของชายคนหนึ่งที่ถูกวาดออกมาอย่างสวยงาม ผู้ซึ่งทั่วร่างราวกับถูกปกคลุมไปด้วยสีดำของรัตติกาลไม่ว่าจะเป็นดวงตาคมที่ดุดัน เส้นผมหรือกระทั่งสิ่งทีเรียกว่าชุดเซอร์พริสกับเปลวเพลิงทมิฬ ที่สำคัญที่สุดก็คือใบหน้าของคนผู้นั้นที่เหมือนกับพี่ชายของเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน!

 

                “นี่มันอะไรกัน...”ความสงสัยและสับสนก่อเกิดขึ้นในหัวใจ พี่ของเขาคือเซนต์ฟินิกส์แห่งอาธีน่าแต่ว่าคนในภาพนี้กลับสวมเซอร์พริสอยู่ ชุนไม่อาจจะทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นได้เลยแม้แต่นิดเดียวเพราะไม่ว่าจะมองอย่างไรชายในภาพนั้นก็ช่างเหมือนพี่ชายของเขาเหลือเกิน

 

                แต่ความตื่นตระหนกและสับสนของเซนต์แอนโดรเมด้าก็ได้ยุติลงเพียงเพราะเสียงของชายคนหนึ่งดังมาจากข้างหลัง

 

                “นั่นคือภาพโบราณอายุ200กว่าปีที่ถูกค้นพบที่ประเทศกรีซครับ”ชุนหันหลังกลับไปแทบจะทันทีและพบกับชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้วยรอยยิ้มที่เรียกได้ว่าเจ้าเล่ห์ ชายผู้มีใบหน้าคล้ายคลึงกับใครบางคนที่เขาเองก็นึกไม่ออก ชายคนนั้นก้าวเท้าเข้ามาอย่างช้าๆก่อนจะพูดต่อ

 

                “ชายในภาพคือบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในอดีตกาลเมื่อ200กว่าปีที่แล้ว ชายผู้สวมชุดเกราะสีดำผู้มาพร้อมกับเพลิงทมิฬที่สามารถแผดเผาได้ทุกสิ่ง นามของเขาคือเบนู คางาโฮะ”ชายปริศนาเอ่ยราบเรียบคล้ายกำลังโฆษณาสินค้าโดยไม่ได้สนใจดวงตาที่เบิกกว้างของชุนเลย

 

                เด็กหนุ่มเผลอลอบถอนหายใจเมื่อรู้แน่ชัดแล้วว่าบุคคลในภาพไม่มีทางเป็นพี่ชายของเขาอย่างแน่นอน แต่ในความโล่งใจนั้นกลับมีความรู้สึกหนึ่งที่เขาเองก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรและบางทีเขาคงได้คำตอบถ้าหากได้ฟังชายคนนี้พูดจนจบ

 

                “ชายคนนี้ได้เสียชีวิตลงเพื่อปกป้องผู้ที่สำคัญที่สุดของตนเองทว่าแม้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิตเขาก็ยังสาบานที่จะปกป้องคนสำคัญของตนเองและเพื่อเป็นการระลึกถึงความรู้สึกของเขาคนนี้คนสำคัญของเขาจึงได้วาดภาพนี้ขึ้นมา”หลังมือของชายคนนั้นไล้ลงไปยังภาพเปลวเพลิงสีทมิฬราวกับเล่านิทานภาพแต่สุดท้ายมือข้างนั้นก็มาหยุดอยู่ตรงตัวข้อความสีทองตัวเล็กที่มุมหนึ่งของภาพ

 

                ข้อความที่คาดว่าจะเป็นลายเซนต์เจ้าขอภาพนี้ถูกเขียนลงบนจุดที่ไม่สะดุดตาเพื่อไม่ให้เป็นการทำลายภาพอันสวยงาม เมื่อชุนได้ก้มลงมองดีๆแล้วจึงสามารถสะกดออกมาเป็นคำได้

 

                “แด่คางาโฮะ บุรุษผู้ปกป้องข้าไว้ด้วยชีวิตของตนเองข้าจะไม่ขอให้เจ้าสมปรารถนาแต่ขอเพียงให้ชาติต่อไปเจ้าจะมีความสุข...”เสียงของชุนที่เอ่ยออกมาฟังดูเลื่อนลอยราวกับไร้ซึ่งสติ ดุจได้ยินเสียงเจ้าของภาพเอ่ยขึ้นกับภาพใบนี้ทั้งที่ไม่ควรจะได้ยิน

 

                “จากอาโรน...”เสียงที่ตนเองเอ่ยและได้ยินเจือปนทั้งความอ่อนโยน ขื่นขม ระทมทุกข์และเป็นสุขในคราวเดียวกัน น้ำเสียงที่สั่นพร่าราวกับจะร้องไห้แต่ไม่อาจรู้ได้ว่าด้วยความดีใจหรือเสียใจกันแน่

 

                “ถ้าหากท่านชอบภาพนี้ข้าก็ยินดีจะยกให้ท่าน”เป็นอีกครั้งที่เสียงของชายปริศนาทำให้เขาคืนสติ เด็กหนุ่มหันไปมองชายวัยกลางคนซึ่งกำลังยิ้มอยู่ ช่างเป็นรอยยิ้มที่เหมือนกับกำลังรอเรื่องสนุกไม่มีผิด

 

                “คุณไม่ได้ขายมันงั้นหรือ”ที่นี่เป็นร้านขายของเก่าแล้วทำไมถึงต้องยกภาพให้กับคนที่ควรจะเป็นลูกค้าด้วยเด็กหนุ่มไม่เข้าใจเลยและยังไม่ไว้ใจอีกด้วย เขาเป็นเซนต์แห่งอาธีน่าแต่ชายสเป็คเตอร์คนนั้นเป็นศัตรูคู่แค้นกันแล้วจะให้เขานำภาพนี้กลับไปได้อย่างไร

 

                “ข้าก็เพียงแค่สงสารภาพนี้ยิ่งนักเพราะว่ามันตามหาเจ้าของมันมานานแล้วและบางทีเจ้าของมันก็อาจจะเป็นท่านมิใช่หรือ อดีตร่างทรงฮาเดส...”สิ้นคำนั้นชุนก็ต้องตกใจเป็นครั้งที่สองเมื่อสิ่งที่ชายคนนั้นพูดออกมาถ้าหากไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องจริงๆไม่มีวันรู้เด็ดขาด

 

                “คุณเป็นใครกันแน่!”เสียงหวานที่ตะโกนถามเต็มไปด้วยความระมัดระวังตัวสุดชีวิตโดยเฉพาะในยามที่เขาไม่มีชุดคล็อธติดกายเฉกเช่นนี้

 

                “ข้าหรือ...ก็แค่ผู้ชมที่กำลังรอความสนุกเท่านั้นแหละ”พริบตานั้นทุกสิ่งก็ถูกปกคลุมด้วยความมืด ในวินาทีที่ดวงตากำลังจะถูกบดบังด้วยความมืดเด็กหนุ่มได้มองเห็นบางสิ่งที่คล้ายกับปีกสีดำปรากฏขึ้นเบื้องหลังของชายคนนั้นและในยามที่รอบข้างกลับมากระจ่างชัดเช่นเดิมรอบข้างของเขาก็หายไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงพื้นที่รกร้างว่างเปล่ากับภาพของชายนามคางาโฮะที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า

 

                “นี่มัน...เกิดอะไรขึ้นกันแน่...”

 

                เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าประตูบ้านหลังหนึ่งก็ถูกเปิดออกโดยชายหนุ่มที่ออกเดินทางไปนานกว่า 2 เดือน ร่างสูงถอดรองเท้าและเดินเข้าบ้านอย่างเงียบๆโดยไม่ได้กล่าวแม้แต่คำทักทายเพราะนั่นก็เป็นเรื่องปกติของชายหนุ่มอยู่แล้วแต่ทว่าสิ่งที่ผิดปกติก็คือร่างบอบบางของน้องชายที่น่าจะเดินเข้ามาต้อนรับเขาพร้อมกับเอ่ยทักทายตั้งแต่วินาทีแรกที่เสียงเปิดประตูดังขึ้นแล้ว


                “ชุน”อิคคิลองเอ่ยเสียงเรียกแต่ก็ยังไม่มีเสียงใดตอบกลับมาทำให้ชายหนุ่มต้องขมวดคิ้วกับความผิดปกติ มือแกร่งกระชับสายคล้องบนบ่าแน่นขึ้นก่อนจะเดินเข้ามาในส่วนของบ้