2011/Jun/02

ตอนที่ 4

 

...บางครั้งอดีตก็มีแต่เรื่องที่เจ็บปวด...

...แล้วทำไมคุณถึงได้จดจำมันไว้โดยไม่ยอมลืมแบบนี้...

 

                เวลาล่วงเลยผ่านไปร่วมสัปดาห์ทำให้สิ่งแปลกใหม่เริ่มกลายเป็นความเคยชินทีละนิด โดยเฉพาะกับชีวิตประจำวันที่มีคนอีกหนึ่งคนเพิ่มขึ้นมาแม้ว่าจะไม่อาจเรียกว่า “คน” ได้เต็มปากก็ตาม


                รุ่งเช้าอากาศยังคงสดใสเหมือนกับทุกวันอิคคิลุกขึ้นจากเตียงเดินตรงเข้าห้องน้ำไปล้างหน้าปลี่ยนเสื้อเตรียมไปออกกำลังกายในตอนเช้าและก็กิจวัตรเดิมๆที่เมื่ออิคคิเดินลงมาจากบันไดจะเห็นชุนอยู่ในครัวเสมอ

                [ชุนยังขยันเหมือนเดิม]เสียงเรียบๆกึ่งเอ็นดูดังขึ้นในหัวและอาจด้วยความเคยชินหรือปรับตัวได้แล้วอิคคิจึงเลิกที่จะหงุดหงิดยามอีกฝ่ายเรียกชื่อน้องตัวเองแบบสนิทสนมและเปลี่ยนเป็นเลิกสนใจแทน

                “อรุณสวัสดิ์ครับพี่อิคคิ”เสียงหวานเอ่ยทักทายเมื่อเห็นว่าพี่ชายกำลังเดินลงมาจากบันได

                “อืม”อิคคิตอบรับคำทักทายเพียงแค่นั้น

                “ไปดีมาดีนะครับ”ชุนส่งยิ้มให้ขณะที่อิคคิกำลังใส่รองเท้า ใส่รองเท้าเสร็จร่างสูงใหญ่ก็ดินออกจากบ้านไป ในตอนนั้นอิคคิไม่ได้รู้เลยว่ารอยยิ้มที่ชุนส่งมาให้นั้นได้เผื่อแผ่มายังอีกคนที่อยู่ในตัวด้วย

                ในยามเช้าที่อากาศสดชื่นแบบนี้อิคคิกำลังวิ่งไปตามถนนเพื่อฝึกฝนร่างกาย แม้จะไม่มีเรื่องให้ต้องต่อสู้แต่เขาก็ยังคงฟิตซ้อมร่างกายแบบนี้เสมอๆจนเป็นชีวิตประจำวันไปแล้ว ความจริงช่วงอายุของอิคคิกับชุนควรจะไปอยู่ในวัยเรียนมากกว่าแต่เพราะเมื่อเป็นเซนต์แล้วจึงยอมทุ่มเทให้หน้าที่อย่างเต็มที่และแม้การต่อสู้จะจบลงแซงค์ทัวรี่ก็ไม่มีทางทอดทิ้งเหล่าเซนต์ทุกคน

                ดังนั้นทุกเดือนจะมีเงินที่ถือว่าเป็นค่าตอบแทนสำหรับความทุ่มเทเหล่านั้นมาให้ซึ่งแม้จะไม่มากแต่ก็พอให้มีชีวิตสุขสบายไปตลอดชีวิตเพียงแต่บางครั้งหากมีเหตุอะไรพวกตนก็จะถูกเรียกกลับไปยังแซงค์ทัวรี่เพื่อปฏิบัติภารกิจเท่านั้นเอง

                [ช่างเป็นยุคสมัยที่สงบสุขเหลือเกิน]คางาโฮะเอ่ยขึ้นเหมือนกับจะชวนคุยหรือไม่ก็พูดกับตนเอง อิคคิเองก็ชินเสียแล้วที่อยู่ๆอีกฝ่ายจะพูดออกมา

                “ก็แค่บางที่เท่านั้นแหละ”คือคำตอบของที่มีประสบการณ์ในการเดินทางมามากทำให้ได้เห็นสิ่งต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะการก่อการร้ายหรือสงครามเล็กๆที่เกิดขึ้นโดยแทบไม่มีใครรู้เหมือนกับพวกตนที่ต่อสู้มามากมายโดยที่คนธรรมดาแทบไม่ได้ล่วงรู้เลย

                [แต่ในยุคของข้าน่ะแทบจะหาที่เรียกว่าสงบสุขไม่ได้ด้วยซ้ำ]ในยุคเมื่อ200กว่าปีก่อนที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ โลกที่ผู้อ่อนแอไม่อาจมีชีวิตรอดทำได้เพียงเข้มแข็งขึ้นและต่อสู้เอาชีวิตรอดเท่านั้น

                [มันมีแต่ความเจ็บปวด]และพรากคนสำคัญไปดังนั้นจึงเกีลยดชังโลกและอยากให้มันล่มสลายไปเหมือนกับความคิดของคนสำคัญที่บอกว่าโลกนี้มันโหดร้ายเกินไปจึงอยากให้ทุกคนได้หลับอย่างเป็นสุขตลอดกาล

                บทสนทนาของทั้งคู่จบลงเพียงแค่นั้นเพราะอิคคิไม่คิดจะถามเพิ่มเติมและอีกฝ่ายก็ไม่คิดจะเล่าเช่นกัน ในเวลานี้สำหรับอิคคิที่พอจะรับได้แล้วว่าตนเองยังมีอีกคนอยู่ในร่างบางครั้งก็รับฟังหรือพูดคุยด้วยบ้างซึ่งหากตัดเรื่องของชุนออกไปคางาโฮะก็อาจนับได้ว่าเป็นเพื่อนของเขา

                ด้านอายุถ้านับเมื่อตอนที่คางาโฮะตายไปก็ใกล้ๆกับเขาหรืออาจมากกว่าเล็กน้อย นิสัยเงียบขรึมดุดันแต่ก็มีช่วงเวลาที่สบายๆอยู่บ้างเรียกได้ว่าค่อนข้างจะเหมือนกับอิคคิอยู่หลายส่วน

                ทางด้านคางาโฮะก็ยอมรับแต่โดยดีว่านี่เป็นร่างของอิคคิไม่ใช่ของตัวเองต่อให้มีวิญญาณดวงเดียวกันแต่ตนก็เหมือนเป็นแค่ส่วนหนึ่งในร่างอิคคิเท่านั้นจึงไม่คิดจะทำอะไรให้บาดหมางใจกันให้มากนัก

                ด้วยเหตุนี้จึงกลายเป็นว่าทั้งสองเริ่มปรับตัวเข้าหากันและยอมรับการคงอยู่ของแต่ละฝ่ายไปโดยปริยาย เพียงแต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อิคคิยังทำใจยอมรับไม่ได้เสียที....

                “กลับมาแล้ว”พอเปิดประตูบ้านก็จะมีกลิ่นหอมของอาหารเช้าโชยออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่ทำให้รู้สึกสบายใจของน้องชาย

                “ยินดีต้อนรับกลับครับ”และระหว่างที่ชุนจัดโต๊ะอาหารอิคคิก็จะไปอาบน้ำและมาร่วมโต๊ะอาหารด้วยกัน หลังจากทานอาหารเสร็จบางครั้งอิคคิก็จะอาสาทำความสะอาดให้เหมือนกับในวันนี้ชุนจึงเริ่มต้นทำความสะอาดบ้าน

                เมื่อชามใบสุดท้ายถูกวางลงบนที่คว่ำจานอิคคิก็จะกลับไปที่ห้องของตัวเองเพื่อที่ชุนจะได้ทำความสะอาดบ้านได้อย่างสะดวก อิคคิทิ้งตัวลงบนเตียงแล้วผ่อนลมหายใจช้าๆพลางคิดว่าหากเป็นปกติเขาคงกำลังอยู่ในระหว่างเดินทางเป็นแน่

                “คราวนี้จะไปที่ไหนดีนะ”สมองคิดหาประเทศจุดหมายในการเดินทางต่อไปแต่อีกคนที่อยู่ในตัวกลับตอบแบบที่เกือบจะประท้วงว่า

                [ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น]คำพูดที่ชวนให้อิคคินึกปวดหัวเพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ความจริงอิคคิตั้งใจจะออกเดินทางตั้งแต่ตอนที่รู้ว่ามีคางาโฮะอยู่ในร่างแล้วแต่เจ้าคนในร่างเขาสิกลับไม่ยอม

                แค่ไม่ยอมน่ะยังพอว่า แต่มันดันทำให้เขาขยับตัวไม่ได้!

                ยิ่งคิดอิคคิก็ยิ่งนึกโมโหทั้งที่เป็นร่างของตัวเองแต่ถ้าทำอะไรไม่ถูกใจขึ้นมาเจ้าคนอาศัยก็พาลจะทำให้ขยับตัวไม่ค่อยได้ แถมยังมีหน้ามาขู่ว่าถ้ายังคิดจะไปอีกจะยึดร่างถาวรอีกต่างหาก!

            [ข้าจะไม่ยอมอยู่ห่างชุนเด็ดขาด]คางาโฮะยื่นคำขาดแบบชนิดที่ไม่ให้มีการต่อรองแม้แต่เสี้ยวเดียวหลงเหลืออยู่ แต่แบบนี้มันก็ยิ่งอันตรายเพราะเกิดวันดีคืนดีมันคิดจะทำอะไรชุนขึ้นมาอิคคิก็ไม่สามารถแน่ใจได้เลยว่าจะสามารถหยุดคางาโฮะได้หรือไม่

                “เป็นแค่คนอาศัยอย่ามาเรื่องมากจะได้มั้ย ฉันจะไปไหนมันก็เรื่องของฉัน!”เจ้าของร่างโวยลั่น

                [คนอาศัย?]ถ้าหากมีร่างให้เห็นคงได้เห็นคางาโฮะเลิกคิ้วแบบหาดูได้ยากอย่างแน่นอน

                [ ถ้าจำไม่ผิดเหมือนข้าจะเคยบอกเจ้าแล้วว่าข้าก็คือตัวเจ้า ถ้าข้าเป็นคนอาศัยแล้วเจ้าล่ะป้ายชื่อร่างรึยังไง]คำยอกย้อนอันเจ็บแสบที่ทำให้อิคคินึกอยากประทุษร้ายร่างกายตัวเองเผื่อว่าเจ้าคนในร่างมันจะรู้สึกเจ็บขึ้นมาบ้าง หลังจากนั้นก็เหมือนกับได้ยินเสียงถอนหายใจยาวๆดังอยู่ในหัว ก่อนจะตามด้วยคำพูดที่ทำให้อิคคิถึงกับสะอึก

                [ข้าไม่เข้าใจเจ้าเอาเสียเลย ทั้งที่มีโอกาสได้อยู่กับคนสำคัญตลอดเวลาแต่เจ้ากลับอยากจะทิ้งน้องตัวเองแล้วไปเดินทางอยู่เพียงลำพัง]สำหรับคางาโฮะที่ต้องพรากจากคนสำคัญครั้งแล้วครั้งเล่า การที่อิคคิบอกว่าจะออกเดินทางแล้วทิ้งให้ชุนอยู่คนเดียวคงทำให้คางาโฮะไม่พอใจเป็นอย่างมาก

                “ฉันไม่ได้คิดจะไม่กลับมาสักหน่อย ไม่ว่าอย่างไรฉันก็ต้องกลับมาบ้านอยู่แล้ว”การอยู่บ้านแต่เพียงอย่างเดียวแม้จะได้อยู่กับชุนแต่มันก็ยังเป็นชีวิตที่น่าเบื่อเกินไป นอกจากนี้ในตอนนี้ร่างของเขามีใครก็ไม่รู้อาศัยอยู่ด้วย เขาไม่มีวันยอมให้คนที่ไม่รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงอยู่ใกล้ๆชุนเด็ดขาด

                “ที่สำคัญฉันไม่มีวันทิ้งชุนเด็ดขาด”คนสำคัญที่สุดในโลกเพียงคนเดียว คนที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่ทอดทิ้ง

                [ทั้งที่ปล่อยให้น้องเจ้าต้องเหงาแท้ๆ]น้ำเสียงที่ราวกับจะตำหนิในการกระทำที่คางาโฮะจะไม่มีวันทำเด็ดขาด

                [ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะไม่มีวันยอมอยู่ห่างจากชุนเด็ดขาด]แล้วคางาโฮะก็เงียบไปแบบนั้นเป็นการตัดบทสนทนาที่ภายนอกเหมือนอิคคิกำลังพูดคนเดียว

                ปึง!

                ร่างสูงทุบผนังห้องด้วยแรงโทสะอย่างนึกขุ่นเคืองในคำพูดที่ได้ยิน ดวงตาคู่คมดุดันและน่ากลัวจนแทบจะปล่อยไฟออกมาได้ จากนั้นทั้งวันอิคคิกับคางาโฮะก็ไม่ได้พูดคุยกันอีกเลย

 

                พระอาทิตย์ลาลับไปในยามเย็นบ่งบอกเวลาที่กำลังเข้าสู่ราตรีกาล สองพี่น้องได้มาใช้เวลาร่วมกันที่หน้าจะทีวีในห้องรับแขก ชุนเลือกนำหนัง.แนวแฟนตาซีเรื่องหนึ่งมาเปิดดู บรรยากาสภายในห้องรับแขกมีเพียงเสียงจากหนังดังออกมาโดยที่อิคคิกับชุนต่างก็นั่งดูอยู่เงียบๆไม่ได้คุยกัน


                หนังเรื่องนี้ก็มีพล็อตง่ายๆอย่างมีจอมมารร้ายคิดจะทำลายล้างโลกแล้วมีผู้กล้ามาปราบจอมมาร สุดท้ายโลกก็กลับคืนสุ่ความสงบสุข ว่ากันตามจริงสำหรับพวกเซนต์ที่มีประสบการณ์จริงเกี่ยวกับเรื่องคล้ายๆแบบนี้แล้วต่อให้หนังเรื่องนี้ทำมาดีแค่ไหนพวกตนก็แทบจะหาความสนุกไม่เจอเลย

                ความจริงเมื่อก่อนชุนชอบหนังเรื่องนี้มากแต่พอผ่านประสบการณ์กู้โลกมาแล้วมันก็ทำให้หนังเรื่องนี้ดูจะลดคุณค่าความสนุกไปจนแทบจะเรียกได้ว่าน่าเบื่อจนแทบจะเผลอหลับไปหลายต่อหลายครั้ง ตอนแรกชุนคิดจะปิดแต่ก็พบว่าอิคคิทำท่าเหมือนกำลังตั้งใจดูอยู่ชุนจึงไม่กล้าปิดได้แต่นั่งดูต่อไปด้วยอารมณ์ครึ่งหลับครึ่งตื่น

                จวบจนกระทั่งหนังจบแล้วขึ้นเครดิตผู้สร้างนั่นแหละชุนถึงได้ลุกขึ้นบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยขบก่อนจะเดินไปปิดเครื่องเล่นดีวีดีกับทีวีให้เรีบร้อยจากนั้นก็เดินไปชงโกโก้มาสองแก้ว

                “นี่ครับ”ถ้วยโกโก้มีควันลอยฉุยถูกส่งมาพร้อมกับรอยยิ้ม ชายหนุ่มรับมันมาดื่มเงียบๆก่อนจะเปิดปากพูด

                “สิ่งที่ดูเมื่อครู่ช่างน่ารำคาญนัก”เพียงแค่เปิดปากพูดออกมาชุนก็ขมวดคิ้วนิดๆก่อนจะถอนหายใจแล้วนั่งลง

                “คุณอีกแล้วเหรอครับ คุณคางาโฮะ”ชุนวางแก้วลงบนโต๊ะหันมามองหน้าพี่ชายที่ถูกเปลี่ยนตัวเป็นคนอื่น

                “แล้วเปลี่ยนตัวกันตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ”

                “หลังจากที่เจ้าเปิดนั่นได้ไม่นาน”ว่าพลางชี้ไปยังเครื่องที่อยู่ตรงหน้าทำให้ในวันนี้ชุนได้รู้ซึ้งแล้วว่าอย่างน้อยหนังเรื่องนี้ก็มีความสามารถถึงขนาดทำให้เซนต์อย่างอิคคิยังเผลอหลับได้

                และนี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่อิคคิไม่รู้ก็คือ ขอเพียงอิคคิไม่รู้สึกตัวเมื่อไรคางาโฮะก็จะออกมาแทนแล้วใช้ร่างนี้มาพูดคุยกับชุนอยู่เสมอซึ่งมักจะอยู่ในช่วงเวลากลางคืนเสมอ ตอนแรกชุนก็โวยวายหาว่าคางาโฮะจะยึดร่างอิคคิแต่คางาโฮะก็ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าจะไม่ทำแน่นอนที่ออกมาก็แค่อยากจะคุยกับชุนเท่านั้น

                แน่นอนว่าคำตอบนี้เล่นเอาชุนถึงกับหน้าแดงพูดอะไรไม่ถูกได้แต่ยอมรับการกระทำนี้เพราะถ้าหากอิคคิยังห้ามไม่ได้มีหรือเขาจะห้ามได้ ถึงแม้ว่าความเข้าใจของชุนมันจะกลับตาลปัตรก็ตาม

                “เค้าเรียกว่าภาพยนตร์หรือหนังครับ”เป็นอีกครั้งจากหลายครั้งในการพบกันตอนกลางคืนที่ชุนจะบอกเล่าถึงสิ่งต่างๆในยุคนี้ให้ฟัง นับว่าเป็นเคราะห์ดีที่คางาโฮะไม่ได้ทำตัวเหมือนคนป่าหลงยุคเข้าเมืองเห็นอะไรแปลกๆไม่รู้จักก็เข้าไปยุ่งจนพังแบบในหนังที่เคยดูเมื่อสมัยเด็ก

                เพราะว่าหากเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นจริงชุนคงหัวเราะไม่ออกเหมือนในสมัยเด็กแน่ๆ

                “ว่าแต่ที่บอกว่าน่ารำคาญเพราะอะไรงั้นเหรอครับ”คางาโฮะเงียบไปไม่ได้ตอบในทันที ผ่านไปปครู่หนึ่งชุนถึงเพิ่งนึกได้ว่าอีกฝ่ายคืออดีตสเป็คเตอร์ผู้ภักดีต่อจ้าวนรกฮาเดสทีจ้องจะทำลายโลก ดังนั้นถึงไม่ต้องถามก็น่าจะรู้คำตอบตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

                “ขอโทษนะครับ”ร่างบางก้มหน้าขอโทษด้วยน้ำเสียงน่าสงสาร คางาโฮะยื่นมือมาวางลงบนศีรษะแล้วลูบเบาๆเหมือนกำลังปลอบเด็ก

                “เจ้าไม่จำเป็นต้องขอโทษ”การกระทำอันอ่อนโยนไม่สามารถเทียบเท่ากับน้ำเสียงที่อ่อนโยนยิ่งกว่าจนชุนไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอีกฝ่ายเคยเป็นสเป็คเตอร์มาก่อน

                “คุณใจดีจังนะครับ”พอเอ่ยชมมือที่วางอยุ่บนหัวก็รีบผละออกทันที

                “ข้าไม่ได้ใจดีหรืออะไรทั้งนั้น”เสียงพูดรัวเร็วจนเหมือนกับจะแก้ตัวแต่ชุนกับเห็นว่าผิวแก้มของอีกฝ่ายมีสีแดงจางๆ

                “คุณคางาโฮะ...”เด็กหนุ่มร้องเรียกชายหนุ่มก็หันหลับมาแต่กลับเปิดปากพูดก่อนที่ชุนจะได้พูด

                “เรียกแค่คางาโฮะก็พอแล้ว”คำพูดสั้นๆรวบรัดและกึ่งจะบังคับนิดๆไม่ได้ทำให้เขานึกโกรธแต่กลับนึกขำมากกว่าเพราะวิธีการพูดแบบนี้ช่างเหมือนกับพี่ชายของเขาจริงๆ

                “ครับ คางาโฮะ”รับคำจบชุนก็เงียบไป ดวงตาคมเหลือบมองมาเล็กน้อยแล้วจึงค่อยๆพูดออกมาราวกับเพิ่งเรียบเรียงเนื้อความเสร็จ

                “ข้ารู้สึกไม่ชอบใจนักเพราะสิ่งที่ดูเมื่อครู่มันมีเพียงแค่ด้านเดียว”ชุนสับสนเล็กน้อยในคำพูดนั้นก่อนจะเพิ่งรู้ตัวว่าคางาโฮะกำลังตอบคำถามเขา

                “เจ้ารู้เรื่องสงครามศักดิ์สิทธิ์ครั้งก่อนมากแค่ไหน”คราวนี้คางาโฮะเป็นฝ่ายถามแทน

                “ก็รู้ว่าร่างทรงคนก่อนชื่ออาโรนและเป็นเพื่อนของเพกาซัสรุ่นก่อนกับเป็นพี่ชายขององค์อาธีน่าครับ ผลของสงครามสุดท้ายองค์อาธีน่ากับเพกาซัสก็สามารถผนึกวิญญาณฮาเดสได้ครับ”ชุนตอบไปตามตรงแม้ใจจะนึกหวั่นๆกับปฏิกิริยาของคนข้างๆก็ตาม

                “นอกจากนั้นท่านผู้เฒ่าก็บอกว่าคุณคงเป็นสเป็คเตอร์เพียงคนเดียวที่เข้าใจความรู้สึกของฮาเดส”ร่างสูงขมวดคิ้วกับประโยคถัดมาแล้วจึงค่อยพูดต่อ

                “ข้าไม่เคยนึกสนใจองค์ฮาเดส