2011/Oct/11

มันมาแล้ว....มันคืออาการหลังจากอ่านเรื่องGOD เล่ม 8 จบ
มันคือความเฮิร์ตที่ทำให้เราบ้าพลังมาเขียนฟิคจนได้!
 
เน้นย้ำตัวโตๆนะคะว่า สปอย์เล่ม 8!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
 
มันมาแล้ว...เพราะความเฮิร์ตหลังจากอ่านเล่ม 8 จบและมันก็คือฟิคย้อมใจ!!!!!!!!!!!!!!!!!
ใครที่ไม่อยากโดนสปอยก็อย่าเพิ่งอ่านกันนะคะ เราขอเตือน!


Give him back to me…

Warning : SPOIL VOL.8!!!!!

Pairing : DanxShirosaya

ร่างกายที่มีเพียงความอบอุ่นที่กำลังหายไปทีละนิด
ดวงตาที่ปิดสนิทอย่างที่รู้ว่าไม่มีวันลืมตาตื่นขึ้นมาอีกแล้ว
ริมฝีปากที่ไม่มีวันเรียกเขาว่า “ซายะ”ได้อีกต่อไป
นั่นคือสิ่งที่ ชิโรซายะหลงเหลืออยู่ในอ้อมกอด

    “แดน.....”ชายหนุ่มลองเปล่งเสียงดูอย่างยากลำบากด้วยความหวังที่แทบสูญสลาย หวังเพียงให้ร่างที่ตนโอบกอดอยู่นั้นตอบกลับมาบ้าง ไม่ต้องมีคำพูดใดๆก็ได้ จะเพียงแค่เสียงหัวใจเต้นอย่างแผ่วเบาหรือดวงตาที่มองก็ได้...

    นอกจากความเงียบแล้วไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอีก เงียบขนาดที่ไม่ได้ยินกระทั่งเสียงสายลมราวกับจะตอกย้ำว่าไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความหวังที่โหยหาและวินาทีนั้นเองโทสะอันรุนแรงดัjงเปลวเพลิงก็ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ดวงตาของชิโรซายะก็เบิกกว้างก่อนจะตะโกนออกมาสุดเสียง

    “ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

    จากนั้นแสงสว่างสีขาวที่เจิดจ้าจนทำให้ตาพร่ามัวก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ.....

    เวลาผ่านไป 3 วันแล้ว....

    ลูเซียนั่งบนบัลลังก์ด้วยความหงุดหงิดขณะที่รอคอยชิโรซายะ จริงอยู่ที่ฐานบัญชาการของเขาค่อนข้างห่างไกลจากเมืองที่ชิโระอยู่พอควรแต่นี่มัน 3 วันแล้ว เขาไม่คิดว่าชิโระของเขาจะเสียเวลาถึง 3 วันกับการช่วยคนและเดินทาง เพราะมีชิโระคนเดียวยังพอว่าต่อให้ผ่านไป 1 เดือนแล้วยังไม่มาเขาก็ยังเข้าใจ แต่ที่มีเทนจิไปด้วย

    เทนจิไม่มีทางหายไป 3 วันโดยไม่ติดต่อกลับมาหรอกนะ!

    “เจ้าชิโระบ้า เกิดอะไรขึ้นรึไงกัน”

    “ลูเซีย”เสี้ยงทุ้มนุ่มไพเราะดังขึ้นพร้อมกับร่างมีขาวผมสีทองที่เดินเข้ามาหา

    “ข้ามีข่าวไม่ค่อยดีมาบอกเจ้า”อลันกล่าวโดยไม่ต้องรอให้ลูเซียถาม คำพูดของอลันทำให้ลูเซียอดขยี้หัวอย่างนึกปวดหัวไม่ได้

    “เจ้าว่ามาเถอะสำหรับข้าไม่เคยเห็นมีใครเดินมาบอกว่ามีข่าวดีซักที”พูดจบกลับเป็นคนมาบอกข่าวที่นิ่งเงียบไปเหมือนกับจะทำใจพูดแล้วจึงปล่อยประโยคหนึ่งออกไป

    “พลังของชิโรซายะระเบิดออกมาแล้ว”

    เงียบ......เงียบสนิทไปทั้งคู่ ลูเซียหยิกแก้มตัวเองแล้วก็เจ็บก่อนจะเอามือตบหน้าตัวเองเบาๆเหมือนจะปลุกให้ตื่นเพื่อให้ตัวเองมั่นใจว่าไม่ได้หลับอยู่จะได้ฟังใหม่อีกครั้ง

    “เจ้าว่าไงนะ”

    “ชิโรซายะระเบิดพลังออกมา”อลันตอบกลับอย่างใจเย็น

    “หา?”ชิโระระเบิดพลัง...

    “แล้วมันร้ายแรงตรงไหน”ผู้ใช้ศิลาเวทระเบิดพลังมันแปลกตรงไหนก็ขนาดเจ้าเอลฟ์ตรงหน้ายังระเบิดพลังใส่เขาเป็นว่าเล่นเลยนะ!

    พลังของชิโระคือเกราะอันเป็นนิรันดร์ มันมีแต่ความปลอดภัยไม่มีอันตรายใดๆแถมชิโระไปแหกคุกช่วยคนนะจะใช้ก็ไม่เห็นแปลก แถมด้วยนิสัยรักความยุติธรรมกับรักเพื่อนพ้องแบบนั้นไม่ต้องให้เขาเดาก็รู้ว่าชิโระใช้พลังเพื่อปกป้องคนอื่นอยู่แล้ว

    “บางทีข้าคงรู้สึกตัวช้าไป เพราะเขาระเบิดพลังออกมาสามวันติดต่อกันแล้ว”

    “ว่าไงนะ!”จะบ้าเรอะ! คราวที่แล้วแค่ชิโระใช้พลังไม่กี่นาทีก็ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่อไปเป็นอาทิตย์ ต่อให้ช่วง 3 ปีมานี้ได้ฝึกใช้พลังมาแล้วแต่เล่นใช้พลังติดต่อกันสามวันแบบนี้ต่อให้เขาไม่ใช่ผู้ใช้ศิลาเวทก็ยังรู้เลยว่ามันร้ายแรงแค่ไหน

    “ต้นเหตุการใช้พลังของเขาข้าไม่รู้ ความจริงเพราะว่าพลังของเขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนคลุมพื้นที่รอบเกาะและเริ่มแผ่ขยายไปเกาะอื่นๆแล้วข้าถึงได้รู้สึกว่าเขากำลังใช้พลังอยู่ประจวบกับมีข่าวว่าเมื่อสามวันก่อนแม่ทัพชุดดำได้บุกเข้าไปที่คุกเพื่อช่วยลูกน้องออกมาและมันก็เป็นวันเดียวกับที่มีแสงสีขาวปรากฏออกมา”นี่คือสิ่งที่อลันรู้จากการสืบข่าวของโจนา มันเป็นข่าวที่ทำให้หัวใจของอลันกระตุกวูบทั้งด้วยความตกใจและเศร้าในเวลาเดียวกัน

    ในความคิดของอลัน ชิโรซายะไม่น่าจะดึงพลังของศิลาโทสะออกมาได้มากขนาดนี้เพราะว่าเขาเป็นคนอ่อนโยนมากเกินไป ดังนั้นอลันจึงอดกลัวไม่ได้ว่าสิ่งใดกันที่ทำให้ชิโรซายะถึงกับปลดปล่อยพลังของศิลาโทสะออกมาถึง 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีท่าทีว่าจะหยุด มันทำให้อลันอดจะคิดไปในทางที่ไม่ดีไม่ได้ว่า...มีใครสักคนตายแล้ว...

    และยิ่งไปกว่านั้น คนที่ตายไปก็คงมีความสำคัญกับชิโรซายะมาก

    ลูเซียนิ่งเงียบไปแต่ไม่ได้เหมือนกับพูดอะไรไม่ออกแต่เหมือนกำลังวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆอย่างถี่ถ้วน ดวงตาที่ปิดสนิททำให้อลันไม่อาจรู้ว่าลูเซียกำลังมีความรู้สึกเช่นไร ต่ทว่ายามที่ดวงตาสีทองปรากฏขึ้นมานั้นอลันรู้สึกราวกับว่ามันเปล่งแสงสีทองออกมา

    “โจนา สั่งให้ทุกคนเตรียมตัวออกเดินทาง ข้าจะไปช่วยชิโระ”

    “รับทราบ”สั่งเสร็จร่างบางก็หายไปในทันที พริบตาที่โจนาหายไปดวงตาของลูเซียก็ยิ่งน่ากลัวแบบที่อลันไม่เคยเห็นมาก่อนเพราะน่ากลัวว่าลูเซียจะต้องคิดเหมือนกับเขาอย่างแน่นอน

   “สามวันแล้วสินะ”ฟิลอสต์เอ่ยขึ้นมาลอยๆราวกับพูดเรื่อยเปื่อยโดยมีฟิโลคุกเข่าอยู่

    “ช่างเป็นโทสะที่มากมายมหาศาลจริงๆ”คิดแล้วก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้กับความน่ากลัวของสิ่งที่เรียกว่าอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ก่อนจะหันมาหาฟิโลที่รอคำสั่งอยู่

    “พลังที่ไม่มีท่าว่าจะหยุดนั่นอันตรายเกินไป พวกที่ข้าส่งไปก่อนไม่มีใครกลับมาได้สักคนเดียว แสดงว่าพลังนั่นมีอำนาจในการปลิดชีวิตมนุษย์จะให้มันกลืนกินโลกทั้งใบไม่ได้”คำชี้แจงที่สอดคล้องกับชื่อของผู้นำทางโลกาวินาศ แม้ว่าผู้ที่กำลังจะทำลายโลกจะเป็นผู้ใช้ศิลาเวทก็ตาม

    “ฟิโล เจ้าคงรู้สินะว่าต้องทำยังไง”ดวงตาที่มักอ่อนโยนเสมอหรี่เล็กลงแล้วสั่งคำสั่งง่ายๆออกมาหนึ่งประโยค

    “ไปฆ่าชิโรซายะให้เรียบร้อย จะพาเบลกับอันเทเซียไปด้วยก็ได้แต่ต้องฆ่าชิโรซายะให้ได้”

    “พะย่ะค่ะ องค์ชาย”จากนั้นฟิโลก็ออกจากห้องไป

    พริบตาที่ประตูปิดลงชายหนุ่มก็อดที่จะนึกเจ็บปวดไม่ได้ โทสะที่เกิดขึ้นของชิโรซายะนั้นสาเหตุก็มาจากเขา เขาเป็นคนฆ่าชายหนุ่มลูกครึ่งปีศาจคนนั้น ต่อให้ร่างนั้นเอาตัวเองพุ่งเข้าหาดาบแต่คนที่ฆ่าแดนคือเขาอย่างแน่นอน

    แต่ว่านี่คือการต่อสู้ที่จะตัดสินชะตากรรมของโลก ไม่มีทางที่จะไม่มีผู้เสียสละ ที่สำคัญชิโรซายะคือผู้ถือศิลาเวทของฝ่ายโลกาวินาศ แดนเองก็อยู่ฝ่ายเดียวกัน เขาก็แค่ฆ่าศัตรูของฝ่ายนั้นเท่านั้นเองแล้วเขาผิดตรงไหน

    ทั้งที่คิดแบบนั้นแต่แล้วใบหน้าที่วอนขอให้เขาช่วยนั้นกลับปรากฏขึ้นอีกครั้งในมโนสติ ตอนนั้นเขาตั้งใจจะช่วยแดนจริงๆแต่ว่า...

    “ไม่ได้! ข้าจะใจอ่อนไม่ได้!”เขาควรจะตัดใจได้แล้ว การที่เขาไม่ช่วยแดนต่างหากเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทั้งแดนทั้งชิโรซายะคือศัตรู การช่วยศัตรูก็เท่ากับว่าเขาทำร้ายพวกพ้องของตนเอง ใครจะไปรู้ล่ะว่าถ้าหากในวันนั้นเขาช่วยแดนแล้วในวันหน้าความเมตตาของเขาจะไม่ย้อนกลับมาทำร้ายพวกตัวเอง

    การต่อสู่น่ะไม่มีทั้งคำว่าบุญคุณหรือความเมตตาใดๆทั้งนั้น โดยเฉพาะการต่อสู้ที่มีโลกเป็นเดิมพัน

    ดังนั้นแล้ว....

    ดาบประจำตัวถูกดึงออกมาจากฝักแล้วยกขึ้นเบื้องหน้าเหมือนกับจะสาบานตน ดวงตาสีฟ้าที่สะท้อนลงไปบนคมดาบสีเงินเงาวับฉายแววเด็ดเดี่ยวของคนที่ตัดสินใจแล้ว พร้อมกันนั้นชายหนุ่มก็เอ่ยออกมา

    “ข้าจะฆ่าเจ้า ชิโรซายะ”

    ซ่า....ซ่า....

    เสียงของคลื่นทะเลที่กระทบกับท้องเรือดังเป็นจังหวะ ท้องฟ้าสีครามสดใสเหมาะแก่การออกมาชมวิวทิวทัศน์หรือเดินเล่นเป็นที่สุด ถ้าเป็นเมื่อก่อนลูเซียคงไม่มีวันปล่อยบรรยากาศที่เหมาะแก่การออกมาเล่นหรือกลั่นแกล้งผู้คนแน่หากแต่ในวันนี้เขากลับไม่นึกมีใจอยากจะทำสิ่งเหล่านั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

    “เมื่อไหร่จะถึงงั้นเหรอ โจนา”ลูเซียถามคู่ปรับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแม้ใจจะรุ่มร้อนไปด้วยความเป็นห่วงคนที่อยู่บนเกาะก็ตาม

    “อีกไม่เกิน 30 นาทีค่ะ ท่านลูเซีย”โจนายังคงตอบด้วยน้ำเสียบราบเรียบไร้อารมณ์ มันทำให้ลูเซียรู้สึกปวดใจจนแทบทนไม่ได้แต่นี่ก็ไม่ใช่เวลามาโอดครวญเรื่องนี้ เพราะการทำให้โจนากลับมามีอารมณ์ความรู้สึกอีกครั้งมันต้องใช้เวลาแต่เรื่องของชิโรซายะนั้นอาจเรียกได้ว่า ไม่มีเวลาอีกแล้ว

    เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

    เสียงของสิ่งที่คุ้นหูแบบที่ลูเซียไม่เคยนึกอยากคุ้นหูดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะที่ทำให้หัวใจตีบตันจนแทบหยุดเต้น นั่นคือเสียงของสายฟ้าที่แม้จะอยู่ห่างไกลออกไปหลายสิบกิโลก็ยังมองเห็นสายฟ้าเส้นโตหลายเส้นพุ่งเข้าใส่สิ่งที่เหมือนกับถ้วยครอบสีขาวไม่หยุดยั้ง

    ลูเซียจับจ้องสายฟ้าเหล่านั้นผ่าลงไปยังถ้วยครอบสีขาวนั้นครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างเผลอตัวสั่น ถ้าไม่ใช่เพราะมีเรื่องคอขาดบาดตายเขาคงเผ่นหนีไปนอนเล่นอยู่ในห้องพักนานแล้วไม่มายืนดูสิ่งสยองขวัญแบบนี้หรอก

    10 นาทีผ่านไปสายฟ้าที่ทำเอาเสียวสันหลังนั้นจึงเงียบลงและใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็มีร่างของใครคนหนึ่งบินกลับมาที่เรืออย่างเร่งรีบ แม้สีหน้าจะยังดูเรียบเฉยก็ตาม

    “ลูเซีย”อลันเอ่ยเรียกแล้วจึงร่อนลงบนดาดฟ้าเรืออย่างแผ่วเบา

    “เกราะนั่นเป็นฝีมือของชิโรซายะแน่นอน”ฟังแล้วลูเซียก็แทบอยากปรบมือให้ชิโรซายะจริงๆเพราะขนาดสายฟ้าของอลันยังผ่าไม่เข้าแบบนี้ ถ้าไม่เรียกว่าไร้เทียมทานก็ถือว่าเป็นการดูถูกแล้ว!

    แต่มันก็น่าปวดหัวมากเพราะขนาดอลันที่มีพลังกล้าแข็งที่สุดยังเจาะไม่เข้าแล้วแบบนี้เขาจะเข้าไปช่วยชิโระยังไงล่ะแค่คิดลูเซียก็นึกอยากลงไปกลิ้งกับพื้นทึ้งหัวตัวเองอย่างสุดซึ้ง แต่ติดที่ว่าทำไปก็ช่วยอะไรไม่ได้แถมยังเจ็บตัวอีกต่างหาก เรื่องขาดทุนแบบนั้นมีหรือที่คนอย่างลูเซียจะทำ

    “เอาเถอะ....ยังไงก็เคลื่อนเรือเข้าไปก่อนละกันข้าไม่มีทางเชื่อว่าชิโรซายะที่ขาดสติจะกล้าทำร้ายพวกเรา”เป็นน้อยครั้งมากที่อลันจะพยักหน้าเห็นด้วยกับลูเซีย ร่างสูงเพรียวของทั้งสองคนยืนนิ่งอยู่บนดาดฟ้า ดวงตาสองคู่ที่ต่างสีสันกันบัดนี้กำลังมองไปยังสิ่งเดียวกันและยังคิดเหมือนกันโดยไม่ได้ตั้งใจ

    ชิโระ....

    ชิโรซายะ....

    เจ้ายังมีพวกข้าอยู่นะ....

    ทว่าต่อให้พวกลูเซียรีบเร่งเดินทางมากเท่าใดก็ไม่มีทางเร็วไปกว่าเวทเคลื่อนย้ายของเบลไปได้ ในตอนนี้บนท้องฟ้ามีร่างของคนสองคนลอยอยู่นั่นก็คือเบลกับฟิโล เนื่องด้วยเป็นผู้ถือศิลาเวทเบลจึงมีพลังเวทมหาศาลทำให้ตัวเองกับฟิโลลอยอยู่บนท้องฟ้าได้สบายๆ

    “ทำไมมันแสบตาแบบนี้ อย่างกับจ้องพระอาทิตย์ตรงๆไม่มีผิด”เบลบ่นพลางหยีตาลงเพื่อปิดกั้นแสงไปส่วนหนึ่งผิดกับฟิโลที่ไม่กระทั่งหลบสายตาทั้งยังจ้องมองเข้าไปที่แสงสว่างนั้นตรงๆอีกด้วย

    นี่คือโทสะของเจ้าอย่างงั้นหรือ ชิโรซายะ...

    “เข้าไปข้างในกันเถอะ”ฟิโลบอก เบลพยักหน้ารับรวบรวมสมาธิเล็กน้อยนึกภาพสถานที่แล้วก็ใช้พลังทันที ทว่าทันทีที่ทั้งสองเข้าไปข้างใน....

    “กรี๊ด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

    “อ้าก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

    เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของทั้งสองคนดังขึ้นแทบจะพร้อมกันเพราะแค่เสี้ยววินาทีแรกที่ทั้งสองเข้ามาภายในเกราะร่างกายก็รู้สึกแสบร้อน ได้กลิ่นเหม็นของเนื้อที่กำลังไหม้ราวกับถูกเปลวเพลิงแผดเผา ราวกับว่าทั้งคู่กำลังยืนอยู่ในดวงอาทิตย์ไม่มีผิด!

    “คืนสภาพ! คืนสภาพ!”ฟิโลตะโกนดังก้องใช้พลังหลายต่อหลายครั้งติดต่อกันเพื่อรักษาบาดแผลให้ทันความเจ็บปวด นี่มันเหมือนกับตอนที่เขาตกอยู่ในเวทสั่งตายเมื่อสามปีก่อนเลย

    “เบลออกไป ข้ามีพลังคืนสภาพข้าจะไม่เป็นไร!”ได้ยินดังนั้นเบลก็รีบใช้พลังหนีออกไปทันที

    “อึ่ก...”เมื่อเหลือเพียงคนเดียวฟิโลก็เร่งพลังกับตนเองอย่างเต็มที่จนกระทั่งความรู้สึกเจ็บปวดค่อยๆหายไปเหลือเพียงความแสบคันนิดๆเหมือนตอนที่ผิวเปียกน้ำทะเลโดนแดดเผาเท่านั้นซึ่งสำหรับนักรบแบบเขาแล้วความเจ็บปวดแค่นี้มันเรื่องเล็กน้อย

    ร่างสูงใหญ่ออกเดินไปอย่างรวดเร็ว ความจริงเขากับเบลควรจะไปโผล่ยู่ในที่ที่ต่อสู้กับชิโรซายะครั้งสุดท้ายแต่เพราะว่าเบลโดนพลังของเกราะนี้เล่นงานเสียก่อนจึงทำให้เขามาโผล่อยู่ที่ท่าเรือของเมืองแทนและพอสังเกตทุกสิ่งรอบตัวแล้วฟิโลก็ต้องตกใจอีกครั้ง

    พวกชาวบ้านหรือพวกคนที่เขาจำได้ว่าคือทหารของประเทศเขาตัวแข็งทื่ออย่างกับรูปปั้นแกะสลักไม่มีผิด แต่รูปสลักหินไม่มีทางแกะออกมาเป็นรูปของคนที่กำลังลอยอยู่ในอากาศเหมือนกำลังจะล้มลงพื้นได้อย่างนี้แน่นอน!

    “เวลา..ถูกหยุดอยู่อย่างงั้นเหรอ....”ต่อให้เป็นคนที่โง่กว่านี้ก็ยังต้องรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนอกจากตัวเขาหยุดนิ่งราวกับเวลาถูกหยุดเอาไว้ มาตอนนี้ฟิโลเข้าใจแล้วว่าที่ทหารของพวกเขาไม่กลับไปไม่ใช่เพราะตายแต่เพราะถูกหยุดไว้ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มต้นภารกิจด้วยซ้ำ

    “พลังที่น่ากลัวแบบนี้ยิ่งปล่อยเอาไว้ไม่ได้...”ดาบที่อยู่ข้างเอวถูกกำจนแน่นพร้อมกันนั้นฟิโลก็ออกวิ่งทันที

    ฟิโลสัมผัสได้ว่าชิโรซายะยังคงอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อสามวันก่อนมันจึงใช้เวลาไม่นานเลยกับการวิ่งมายังที่ที่ชิโรซายะอยู่แต่ทว่าสิ่งที่ฟิโลต้องใช้เวลาอยู่เนิ่นนานคือการรับรู้ “สภาพ”ของบุคคลที่อยู่ ณ จุดหมายของเขา

    ร่างในชุดสีขาวที่แปดเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงฉานกำลังตระกองกอดอีกร่างหนึ่งที่ฟิโลจำได้ทันทีว่าเป็นคนที่ตายด้วยน้ำมือของเขา เส้นผมสีดำยาวยามที่ไม่ได้รวบไว้ทิ้งตัวลงซ้อนทับกับเส้นผมสีม่วงเข้มราวกับจะผสานเป็นหนึ่งเดียวกัน มือที่เปื้อนไปด้วยเลือดข้างหนึ่งโอบกอดร่างที่น่าจะเย็นเฉียบไว้แน่นสุดชีวิตราวกับกลัวว่าจะสูญเสียไปขณะที่มืออีกข้างหนึ่งโอบกอดศีรษะของแดนไว้แนบอก ใบหน้าของชิโรซายะก้มลงจนฟิโลไม่อาจมองเห็นสีหน้าของเขาได้

    “แดน...แดน...แดน...”ยินเสียงเรียกชื่อของผู้ที่ไม่มีชีวิตอยู่อีกต่อไป เสียงนั้นเต็มไปด้วยความรวดร้าวราวขาดใจ เสียงเหมือนกับผู้ที่สูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตและเสียงนั้นก็คือเสียงของชิโรซายะ.....

    “.....ชิโร...ซายะ.....”เป็นเวลานานกว่าที่ฟิโลผู้ซึ่งมองภาพที่แสนเจ็บปวดและสิ้นหวังนั้นจะสามารถค้นหาเสียงของตนเองเจอและเปล่งเสียงเรียกออกไป

    เสียงเรียกแดนของชิโรซายะเงียบไปแล้ว แต่ชิโรซายะไม่มีท่าทีตกใจแม้แต่นิดเดียวเพราะมันไม่มีทางเลยที่ชายหนุ่มจะไม่รู้ว่าฟิโลเข้ามาใกล้ขนาดนี้ มันเหมือนกับเขากำลังรอให้ถูกเรียกอยู่มากกว่า

    “เจ้ามาแล้วสินะ....”ชิโรซายะปล่อยมือและวางแดนลงอย่างช้าๆราวกับอาลัยอาวรณ์อย่างที่สุดและลุกขึ้นเผชิญหน้ากับฟิโลและทันทีที่ฟิโลเห็นใบหน้าของชิโรซายะเขาก็ต้องถึงกับผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่ง

    ไม่ใช่ว่าชิโรซายะผู้งดงามกลายเป็นสัตว์ประหลาดจากขุมนรกมีหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวแต่เป็นเพราะดวงตาสีอำพันคู่สวยในตอนนี้กลับเป็นสีแดงขุ่นเข้มเหมือนกับเลือดที่ตกผลึกอย่างที่อลันเคยว่าไว้และที่สำคัญคือ หยดน้ำสีแดงที่ไห